ผลงานศิลปะระดับโลกที่เราต้องไปรู้จัก

ศิลปินระดับโลกสิ่งที่เป็นตัวบอกว่า เค้าคือของจริง นั่นคือผลงานศิลปะของพวกเค้าเอง ผลงานศิลปะของศิลปินระดับโลกพวกนี้แม้จะผ่านไปร้อยกว่าปีผลงานของพวกเค้ายังมีคุณค่า ยังสวย ยังดูมีพลังอยู่เลย เราจะพาไปดู ไปรู้จักกันว่า ผลงานระดับโลกของเล่าศิลปิน มีผลงานชิ้นไหนบ้าง

The last supper

ผลงานโด่งดังชิ้นแรก เราขอเริ่มจาก ดาร์วินชี กันก่อนศิลปินคนนี้จริงๆ มีผลงานอันลือลั่นมากกมาย หนึ่งคือภาพสาวสวยรอยยิ้มยั่วยวน เชื้อเชิญอย่าง โมนาลิซ่า แต่อีกหนึ่งผลงานเราอยากพูดถึงจากฝีมือของ ดาร์วินชี คือ The last supper ผลงานภาพเขียนบอกเล่าเรื่องราวอาหารเย็นมื้อสุดท้ายของพระเยซู ภาพนี้นอกจากความสวยงามยังมีผลต่อประวัติศาสตร์ด้วย

Guernica

คนต่อมา ปีกัสโซ เราเคยได้ยินชื่อศิลปินคนนี้มานาน เอาเข้าจริงผลงานของ ปีกัสโซ มีมากมายเลย เนื่องจากเค้ามีการเปลี่ยนแปลงวิธีการสร้างสรรค์งานหลายแบบ เช่น boy with a pipe ภาพเด็กหนุ่มถือไปป์ฉากหลักเป็นดอกไม้ ผลงานจากยุคเน้นสีชมพู แต่ผลงานสร้างชื่อจริงต้องเป็น Guernica ผลงานสะท้อนความเจ็บปวดของสงครามด้วยการวาดภาพสไตล์คิวบิสม์ อาจจะดูยาก แต่กลับมีดูน่าสนใจ

รูปปั้น เดวิด

รูปปั้นเป็นงานปะติมากรรมอีกกลุ่มหนึ่งที่หาชมได้ยากมาก เนื่องจากการเก็บรักษาต้องละเอียดมาก ยังไม่นับการแกะสลักที่ใช้ความปราณีต สูงมากไม่งั้นมันจะพังไปหมด หนึ่งในรูปปั้นที่มีชื่อเสียงสุด ต้องเป็นรูปปั้น เดวิด รูปปั้นเปลือยชายขนาดใหญ่จากฝีมือของ ไมเคิลแองเจโล เค้ามีฝีมือโดดเด่นทางด้านนี้

The Starry Night

แวนโก๊ะ อีกหนึ่งศิลปินชื่อก้องโลก แม้ว่าเราเพิ่งจะรู้ความยอดเยี่ยมผลงานของเค้าเมื่อตอนตายไปแล้วก็ตาม หนึ่งในผลงานดีที่สุดของเค้า คือภาพวาดชื่อว่า The Starry Night ภาพวาดที่บอกเล่าเรื่องราวตอนกลางคืน ความปั่นป่วนของท้องฟ้า ความขมุกขมัวของสีฟ้า สีดำ สีเหลือง(ดวงจันทร์,ดวงดาว) นับว่าเป็นสิ่งหายาก

Water Lilies

งานศิลปะบางสาขา แม้ว่าเราจะมองย้อนกลับไปต้องชื่นชมในความกล้าหาญแหวกขนบธรรมเนียมประเพณีได้ แต่สมัยนั้นการทำอะไรแปลกแยกออกไปจะโดนต่อต้านเยอะมาก โกลด มอแน ก็เป็นอีกคนที่โดนเช่นกัน เค้าเป็นผู้ริเริ่มศิลปะแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ ตอนนั้นไม่มีสนับสนุนผลงานของเค้าเลย จนกระทั่งเค้าเสียชีวิตไปนั่นแหละผลงานเค้าถึงจะเริ่มดัง ชุดผลงานชื่อว่า Water Lilies ภาพวาดท้องน้ำกับดอกไม้ วาดชัดจนดูเหมือนทำมาจากภาพถ่าย ต้นแบบภาพใช้ฉากจากสวนดอกไม้หลังบ้านเป็นภาพได้รับความนิยมอย่างมากของเค้า ลองไปค้นดูภาพเหล่านี้ได้จากกูเกิ้ล

สุดยอดเทพจิตรกรของโลกมีใครกันบ้าง

ผลงานทางด้านศิลปะแม้ว่าจะมีความยากในการดู การเสพ เนื่องจากคนเรามีความชอบไม่เหมือนกัน แต่ศิลปินบางคนก็สร้างผลงานที่มีชื่อเสียงระดับโลกจนเป็นที่กล่าวขานมาเป็นร้อยปี โลกของเราใบนี้เคยตอนรับศิลปินมากมาย มาดูกันว่าสุดยอดเทพจิตรกรระดับโลกเคยมีมา มีใครกันบ้าง

ลีโอนาร์โด ดาร์วินชี

คนแรกเป็นจิตรกรชาวอิตาลี จากเมืองฟลอเรนส์ เค้าคือ ลีโอนาร์โด ดาร์วินชี ผลงานของเค้าฝากไว้ให้โลกได้จดจำมากมายเค้าได้รับการยกย่องให้เป็นจิตรกระดับโล กตั้งแต่อายุยังไม่ถึงยี่สิบขวบดีด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่ผลงานของเค้าจะเกิดขึ้นในยุคเรเนสซองส์ ดาร์วินชี ผลงานของเค้าจะอยู่ในช่วงตอนเค้าอาศัยในเมืองมิลานมากกว่า ผลงานสร้างชื่อของเค้า ต้องภาพหญิงสาวนามว่า โมนาลิซ่า อย่างแน่นอน ภาพนี้ถูกเล่าขานเป็นตำนานมาจนถึงทุกวันนี้เลย

ปีกัสโซ

ปาโบล ปีกัสโซ ชื่อนี้คนอยู่แวดวงศิลปะรู้จักกันดี หรือบุคคลทั่วไปก็ต้องเคยผ่านหู ผ่านตาชื่อศิลปินเอกของโลกคนนี้มาบ้าง เค้าเป็นศิลปินเชื้อสายสเปนเต็มตัว การทำงานของปีกัสโซ มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยด้วย ไม่ว่าจะเป็นผลงานช่วงยุคสีน้ำเงิน (วาดภาพด้วยการใช้สีโทนฟ้าอมเขียว) ยุคสีชมพู(วาดภาพด้วยโทนสีชมพูกับแดง) มาจนถึงยุคเรียกได้ว่าคิวบิสม์ งานศิลป์ยุคใหม่ที่มีการผสมผสานศิลปะสายแอฟริกาเข้ามาด้วย ผลงานต้องดูชื่อว่า Guernica ผลงานสะท้อนอาการบาดเจ็บจากสงคราม

ไมเคิล แองเจโล

คนนี้เป็นศิลปินที่เก่งไม่แพ้ใคร ไมเคิลแองเจโล นอกจากจะเป็นศิลปิน เค้ายังมีความสามารถด้านประติมากร สถาปนิกด้วย เค้าได้รับการยอมรับอย่างยิ่งใหญ่ในยุคนั้น (ยุคเรเนสซองส์) ผลงานของเค้าจะเป็นภาพปะติมากรรม พวกงานปูนปั้น งานแกะสลักขนาดใหญ่ ผลงานสร้างชื่อจะเป็นภาพแกะสลักขนาดใหญ่ชื่อว่า เดวิด เป็นงานปะติมากรรมเปลือยชาย นอกจากนั้นภาพเขียนเค้าก็ทำได้ดีเหมือนกัน

วินเซนต์ แวนโก๊ะ

บ้านเราเพิ่งจะฮือฮากันไปกับการค้นพบภาพของวิเซนต์ แวนโก๊ะ ศิลปินชื่อดังผลงานของเค้าจะเป็นภาพวาดที่เน้นอารมณ์ ความรู้สึกแบบจัดเต็ม ยืนดูยังรับรู้ถึงอารมณ์ของภาพได้ ชีวิตของแวนโก๊ะเหมือนตลกร้ายอันขมขื่นเอาแค่ชีวิตต้องลำบากมาตลอดชีวิตก็ว่าแย่แล้ว ผลงานของเค้ากลับได้รับความนิยมเมื่อเค้าตายไปอีกอะไรมันจะแย่ขนาดนั้น ภาพ The Starry Night คือผลงานสร้างชื่อ

แรมบรันต์

คนนี้เป็นศิลปินจากประเทศเนเธอร์แลนด์ เราอาจจะไม่ค่อยได้ยินชื่อจิตรกรคนนี้มากนัก ผลงานของเค้ามีความโดดเด่นเรื่องของแสงเงา หากไม่นับกล้องถ่ายภาพ ผลงานของเค้าสร้างมิติแนวลึกของภาพได้ดีกว่าใครในยุคนั้น ลองหาชื่อผลงานว่า The Night Watch ดูสิ รับรองว่าอึ้งแน่

ภาพจิตรกรรมรามเกียรติ์วัดพระแก้ว เขียนเพื่ออะไรกันแน่

ภาพงดงามบนฝาผนังวัดพระแก้วเป็นเรื่องราวรามเกียรติ์ระหว่างพระราม และทศกัณฑ์ บ้างก็ว่าจิตรกรรมในวัดเปรียบดั่งคำสอนระหว่างธรรมะกับอธรรม แต่หากมองให้ลึกลงไปจะเห็นว่านั่นคือจิตรกรรมที่สะท้อนถึงกิจวัตร ขนบธรรมเนียม ประเพณีของราชสำนักสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ที่คนรุ่นเก่าบันทึกไว้เป็นภาพวาด จากความหมายของภาพอันมีเรื่องราวพระรามเป็นหลัก หมายถึง “เกียรติของพระราม” สอดคล้องกับเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ซึ่งคนรุ่นเก่าถ่ายทอดเป็นภาพวาดอันวิจิตรตระการตา

ความเข้าใจของภาพจิตรกรรมรามเกียรติ์วัดพระแก้ว

จิตรกรรมวาดภาพไร้จุดเริ่มต้น และเรื่องราวที่สัมพันธ์กัน เพราะจุดเริ่มต้นของรามเกียรติ์ คือ ยักษ์นนทก และพระนารายณ์บนสรวงสวรรค์เกิดเป็นทศกัณฑ์และพระราม ต้องเป็นภาพแรกเริ่มในฝาผนังแต่กลับวาดไว้ในผนังที่ซุ้มประตูต่างๆ ซึ่งไม่โดดเด่น และไม่สัมพันธ์เชื่อมกับส่วนอื่นๆ หรือภาพกำเนิดนางสีดาวาดที่ผนังระเบียงคด แต่กลับเป็นภาพของ “พระราม” ในราชสำนักมากกว่า

  1. ภาพจิตรกรรมไม่ได้เน้นประเด็นหลักในเนื้อเรื่อง จากการวางโครงภาพตำแหน่งศูนย์กลางขนาดใหญ่ หรือวางตำแหน่งของภาพให้อยู่ในระดับสายตาที่มองเห็นชัดกว่า หมายถึงการให้ความสำคัญของส่วนประกอบต่างกันในแต่ละตอนส่วนใหญ่ภาพที่โดดเด่นที่สุดคือ ชีวิตในพระราชวัง แสดงกิจกรรมต่างๆ ของกษัตริย์ เช่น วางแผนการรบ ปรึกษากับเหล่าเสนา ถูกจัดให้อยู่ศูนย์กลางของภาพที่หยิบยกให้เด่นชัดกว่าเนื้อเรื่องสำคัญของวรรณคดี สังเกตได้จากตอนที่พญาขร (พี่ชายของสำมนักขา) แสดงอิทธิฤทธิ์การต่อสู้กับพระรามกลับเป็นภาพขนาดเล็กและมองไม่ชัดเจน เมื่อเทียบกับรูปขบวนรถทรงยังดูเด่นกว่าการสู้รบเสียอีก ทำให้เห็นว่าภาพเล่าเรื่องของพระมหากษัตริย์ไทย อันเป็นบุคคลที่อยู่ในฐานะสมมติเทพโดยการเปรียบว่าเป็นพระราม จากภาพที่ประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ถ่ายทอดเรื่องราวอิริยาบถของผู้คนชีวิตในราชสำนัก สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ที่ไม่ได้มุ่งเน้นการสร้างภารกิจรบ ปราบยักษ์ สงครามแต่อย่างใด
  2. รามเกียรติ์สะท้อนสังคมจริง และสังคมอุดมคติ สังเกตจากภาพไม่แสดงถึงการรบในสงครามแต่เน้นการจำลองชีวิตในราชสำนัก เพื่อยกย่องพระรามคือ เทวราชา หรือสมมติเทพ พระรามคือกษัตริย์รัตนโกสินทร์สืบต่อจากอโยธยา ดูจากศิลปินวาดภาพพระราชวัง ป้อมปราการ ยอดปราสาท คล้ายคลึงกับกรุงรัตนโกสินทร์ ภาพซุ้มประตูเขียนว่ากรุงศรีอยุธยา และปรากฏรูปธงสีแดงรูปช้าง (ที่เคยเป็นธงชาติไทยมาก่อน) ประกอบกับภาพจำลองพระราชพิธีต่างๆ ที่วาดอย่างงดงามตกแต่งรายละเอียดแบบปิดทองดูโดดเด่นที่สุด เช่น พระราชพิธีอภิเษกสมรส การประลองกำลังยกศร การปลงพระศพ การเฉลิมฉลอง การประกอบพระเมรุมาศ ขบวนเสด็จที่เขียนรายละเอียดแบบพิธีจริง ทั้งหมดคือ พระราชกรณียกิจของกษัตริย์ ที่จิตรกรตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวภายในราชสำนักมากกว่าความสำคัญของเรื่องด้านการสู้รบ อภินิหาร อิทธิฤทธิ์ที่เป็นประเด็นหลักในวรรณคดี

จิตรกรรมบนฝาผนังในพระวิหารของวัดโพธิ์

จิตรกรรมฝาผนังในพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ วัดเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) ที่มีอายุภาพวาดเกือบ 200 ปี หากได้เข้าไปชมพระพุทธไสยาสน์หรือพระนอนวัดโพธิ์ที่งดงามที่สุดในประเทศไทย ก็ต้องไม่พลาดชมวิจิตรศิลป์ตระการบนฝาผนังในพระวิหารอันมีเอกลักษณ์สะท้อนถึงวิถีชีวิต ชาวสยามในยุคซึ่งเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ประเพณี และศิลปวัฒนธรรม หากมองแล้วจะพบว่าเป็นศิลปะการวาดผสมผสานศิลปะแบบจีน นับเป็นจิตรกรรมอันล้ำค่าตั้งแต่ช่างศิลป์ในสมัยรัชกาลที่ 3 บรรจงวาดไว้

ความงดงามของจิตรกรรมฝาผนังในพระวิหารวัดโพธิ์

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามตามประวัติสร้างมาตั้งแต่ครั้งสมัยอยุธยาแต่ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการสร้าง เดิมเรียกว่า “วัดโพธาราม” หรือ “วัดโพธิ์” ครั้งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดนี้ใหม่ในปี พ.ศ.2531 โดยทรงสร้างพระอุโบสถ พระระเบียง พระวิหาร ตลอดจนบูรณะของเดิม แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2344 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส” เป็นวัดประจำรัชกาลที่1 กระทั่งในปี พ.ศ.2375 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จิตรกรวาดภาพ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของพระพุทธศาสนา จิตรกรรมแบ่งออกเป็นเรื่องๆ คือ

  1. ผนังระหว่างช่องหน้าต่างและประตูเรียกว่า “ห้อง” มี 32 ห้องเขียนภาพเรื่อง เอตทัคคะในพระพุทธศาสนา เรื่อง พระสาวิกาเอตทัคคะ (ภิกษุณี) 13 องค์ อุบาสกเอตทัคคะ 10 ท่าน และอุบาสิกาเอตทัคคะ 10 ท่าน
  2. ผนังบนบานประตู และหน้าต่าง เขียนเรื่องมหาวงศ์ พงศาวดารลังกาทวีป คือ ประวัติราชวงศ์และพระพุทธศาสนาในลังกาที่สื่อว่าไทยได้รับพุทธศาสนามาจากราชวงศ์ศรีลังกา
  3. คอสองหรือบนคานเหนือเสา เป็นเรื่องราวของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
  4. บานประตูด้านนอกเขียนลายน้ำรดน้ำลายผูกอาวุธ เป็นภาพเครื่องศัตราวุธโบราณ ด้านในสีน้ำมันพื้นสีแดงเป็นรูปพระยานาคราช
  5. บานหน้าต่าง ด้านนอกเขียนลายรดน้ำ เป็นภาพเครื่องศาสตราวุธโบราณ ด้านในเขียนภาพสีน้ำมันลายดอกพุดตานก้านแย่ง
  6. พื้นที่ส่วนบนและส่วนล่างของบานประตูและบานหน้าต่างด้านนอก เป็นภาพเบ็ดเตล็ด ตอนบนส่วนหนึ่งเป็นภาพตำราดาว คือ กลุ่มดาวนักษัตรประจำเดือนทางสุริยคติ (เหมือนกับภาพเขียนในหอไตรสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส) ภาพนิทานชาดกและวรรณคดีไทย เช่นเดียวกับตอนล่าง เรื่อง รามเกียรติ์พระสุธน-มโนรา พระลอ ไกรทอง กากี และเรื่องในคัมภีร์มหาวงศ์ บางตอน ฯลฯ

ความงดงามวิจิตรตระการตาของเรื่องราวบนฝาผนังนอกจากบอกถึงพุทธประวัติ สอนธรรมมะแล้ว ยังสอดแทรกวิถีชีวิตความเป็นอยู่ สภาพบ้านเรือน สถาปัตยกรรมต่างๆ ในสมัยอดีต ทั้งยังสะท้อนเจตคติที่ดีเพื่อให้คนดูเป็นแบบอย่างโดยให้ภาพเป็นสื่อ แม้จะผ่านมาถึง 200 ปีแต่ยังคงเอกลักษณ์ไว้ให้กับชาวไทยได้ภาคภูมิใจ ถือได้ว่าเป็นมรดกศิลป์ชิ้นยิ่งใหญ่สำหรับชาวไทยและรุ่นต่อไป

จิตรกรรมฝาผนัง ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่สมัยอยุธยาตอนปลาย

painting

ในประเทศไทยมีจิตรกรรมฝาผนังมากมายหลากหลายพื้นที่ ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน แต่บางสถานนี้นั้นได้ทำการบูรณะซ่อมแซมไปตามความทรุดโทรมของช่วงเวลา ซึ่งในประเทศไทย จิตกรรมฝาผนังถือเป็นที่เรื่องเลื่องลือมากระดับโลก ด้วยความสวยงดงาม มีเอกลักษณ์ที่แปลกตา ทำให้ชาวต่างชาติชอบและสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวจิตรกรรมฝาผนังเสมอ ซึ่งในประเทศไทยแล้ว จังหวัดเพชรบุรี จัดเป็นหัวเมืองที่มีชื่อเสียงขึ้นชื่อในด้านงานช่างโบราณ โดยมีงานจิตรกรรมฝาผนังของอุโบสถวัดใหญ่สุวรรณารามที่เป็นหลักฐานสำคัญเมื่อครั้งสมัยอยุธยาตอนปลายอยู่ เรื่องราวอิงจากประวัติศาสตร์ของวัดนี้นั้น ว่ากันว่า สังฆราชสมัยอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือ ท่านเคยเป็นคนชาวเพชรบุรีมาก่อน เมื่อมีบุญวาสนามากจึงได้มาเป็นสังฆราชวัดใหญ่สุวรรณาราม จึงทำการบูรณสังขรณ์วัดนี้ โดยลักษณะและรูปแบบของภาพจิตกรรมภายในอุโบสถก็จะมีความสอดคล้องกับยุคสมัย เมื่อสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาที่จังหวัดเพชรบุรี เมื่อช่วงปี พ.ศ. 2452 ทรงมีพระราชหัตถเลขาแสดงความชื่นชมภาพจิตรกรรมฝาผนังของวัดนี้ไว้มาก ทำให้ในปัจจุบันจิตรกรรมของวัดแห่งนี้ก็ได้รับการยอมรับ และมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในยุคอยุธยาตอนปลาย มีคนต่างชื่นชมในความคิดและฝีมือของช่างเพชรบุรีตอนปลายว่ามีความยอดเยี่ยม สามารถสร้างและออกแบบได้อย่างงดงามมาก โดยในผนังด้านข้างของตัววัด จะไม่มีหน้าต่าง ทำให้ช่างสามารถออกแบบงานในแนวนอนได้ตลอดทั้งฝั่ง ไล่จากบนลงร่าง เป็นรูปของเทพชุมนุมในพุทธประวัติเมื่อพระองค์ตรัสรู้ เป็นการรวมเทพระดับสูง เช่น พระพรหม , พระอินทร์ และผู้มีฤทธิ์ระดับรองลงมา เช่น พญานาค , อสูร , ยักษ์ , วิทยาธร และคนธรรพ์ โดยที่มีการนั่งแทรกไล่เรียงกันไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการแบ่งชนชั้น ฐานันดร ความสูงต่ำ ความพิเศษแต่อย่างใด ซึ่งถือเป็นการแสดงที่สะท้อนแก่นวัฒนธรรมของพุทธศาสนาที่มีความเด่นชัดอย่างหนึ่ง ขอขอบคุณผู้สนับสนุนหลัก http://www.sbobetonline24.com